วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ประวัติความเป็นมาของจังหวัดมหาสารคาม



ประวัติเมืองมหาสารคาม


     มหาสารคาม ได้รับการแต่งตั้งเป็นเมืองเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ. ศ. 2408 แต่ก่อนหน้าที่จะตั้งเป็นเมืองมหาสารคามนั้น บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่ของมนุษย์มาเป็นเวลานานแล้ว บางยุคบางสมัยก็เป็นชุมชนที่เจริญรุ่งเรือง บางยุคบางสมัยก็เสื่อมโทรม อย่างไรก็ตามในบริเวณเมืองมหาสารคามมีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ดังนี้
สมัยก่อนประวัติศาสตร์

     ชุมชนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ( หมายถึงสมัยที่มนุษย์ยังไม่รู้จักการใช้ตัวอักษร) ในบริเวณเมืองมหาสารคาม ได้พบหลักฐานที่เป็นเครื่องมือยืนยันว่ามีผู้คนได้มาตั้งถิ่นฐาน กระจายในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยมีมากกว่าบริเวณอื่น พบว่าผู้คนในยุคนั้นดำรงชีพด้วยการเกษตร มีการทำเกลือ และบางแห่งมีการถลุงโลหะ บางแห่งมีการขุดคูน้ำคันดินล้อมรอบชุมชนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดธรรมชาติที่ขาดแคลนแหล่งน้ำ ชุมชนโบราณในเขตเมืองมหาสารคาม มีทั้งขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ปรากฏหลักฐานบ่งบอกว่ามีคนเข้ามาอาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว และมีการดำรงอยู่เรื่อยมาจนถึงสมัยทวารวดี และสมัยลพบุรีอย่างชัดเจน
สมัยทรวารวดีและสมัยลพบุรี

     ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่12 เป็นต้นมาชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปรากฏร่องรอยของวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู เกิดชุมชนที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบขนาดใหญ่ พบโบราณสถานโบราณวัตถุอันเนื่องในพุทธศาสนา เช่น เสมาหิน โบสถ์ วิหาร สถูปเจดีย์หลายแห่ง ที่พบเสมาหินจำนวนมากคือ ที่เมืองฟ้าแดดสงยาง ปัจจุบันคือ บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ และบ้านกุดโง้ง ตำบลบุ่งคล้า อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ส่วนในเขตจังหวัดมหาสารคามพบร่องรอยคูน้ำคันดินและโบราณวัตถุ
ศิลปทวารวดี กระจัดกระจาย อยู่ทั่วไป ส่วนวัฒนธรรมขอม หรือลพบุรีนั้นมีร่องรอย กู่ บาราย คูน้ำคันดิน เป็นจำนวนมาก บางแห่งมีการอยู่อาศัยมาจนถึงปัจจุบันที่สำคัญ เช่น

     1. ชุนชนโบราณบ้านเมืองเตา ตำบลเมืองเตา อำเภอพยัคภูมิพิสัย เป็นเนินดินค่อนข้างกลมมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ พบภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งลายเขียนสี ลายเชือกทาบ พบเสมาหิน 7 ลัก สลักเป็นรูปหม้อน้ำซึ่งเป็นที่นิยมสมัยทวารวดี มีการตั้งชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงสมัยขอม และทวารวดี

     2. ชุมชนโบราณบ้านโนนจาน หรือบ้านโนนน้ำอ้อมใหญ่ ตำบลเมืองเตา อำเภอ
พยัคภูมิพิสัย ตั้งอยู่ที่คอนสูงประมาณ 3 เมตรจากที่นาโดยรอบ มีคูน้ำ 1 ชั้น คันดิน 2 ชั้น เป็นชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เรื่อมาจนถึงสมัยทวารดี

     3. ชุมชนโบราณบ้านหนองหินและบ้านโคกก่อ ตำบลโคกก่อ อำเภอเมืองมหาสารคาม เป็นเนินดินขนาดย่อม อายุราว พุทธศตวรรษที่ 16-19

     4. ชุมชนโบราณบ้านบัวค้อ บ้านน้ำจั้น บ้านหนองคูน ตำบลเหล่าหนาด อำเภอเมืองมหาสารคาม ทั้ง 3 ชุมชนนี้อยู่ใกล้กันมีร่องรอยเครื่องปั้นดินเผาแบบขอมจำนวนมาก

     5. ชุมชนโบราณบ้านเชียงเหียน ตำบลเขวา อำเภอเมืองมหาสารคาม เป็นเนินดินค่อนข้างกลมขนาดใหญ่ มีคูน้ำดินล้อมรอบหลายชั้น มีผู้คนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มาจนถึงวัฒนธรรมทวารวดี และลพบุรีตามลำดับจนถึงปัจจุบัน

     6. กู่คูมหาธาตุ หรือกู่บ้านเขวา ตำบลเขวา อำเภอเมืองมหาสารคาม เป็นปรางค์ขอมขนาดเล็ก สูงประมาณ 15 เมตร มีองค์ประกอบของตัวอาคาร เช่น โคปุระ บรรณาลัย และปฏิมากรรมรูปพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา ซึ่งเชื่อว่าเป็นพุทธแพทย์ ผู้ทำหน้าที่รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จึงเชื่อว่ากู่แห่งนี้คือ “ อโรคยาศาล”

     7. ชุมชนโบราณโนนวัดป่ามัชฌิมวาส ใกล้บ้านหนองสระพัง ตำบลเขวาไร่ อำเภอโกสุมพิสัย เป็นเนินดินที่พบภาชนะดินเผา ลายเชือกทาบและลายเขียนสี ทั้งยังพบ ตะกรันของแร่เหล็กกระจายอยู่ทั่วไป สันนิษฐานว่าเป็นแหล่งเครื่องมือเหล็กในสมัยโบราณ

     8. ชุมชนโบราณโนนวัดผ่าสามัคคีธรรม บ้านแพงตำบลแพง อำเภอโกสุมพิสัย เป็นเนินดินรูปยาวรี พบภาชนะดินเผาลายเขียนสี ลายเชือกทาบ และตะกรันแร่สันนิษฐานว่าเป็นแหล่งทำเครื่องมือเหล็กในสมัยโบราณ

     9. ชุมชนโบราณบ้านดอนตูม อยู่ทางทิศใต้บึงกุยอำเภอโกสุมพิสัย เป็นเนินดินรูปไข่ พบภาชนะดินเผาเนื้อหยาบลายเชือกทาบ ลายเขียนสี บางชิ้นเนื้อแกร่ง เผาด้วยอุณหภูมิสูง สันนิษฐานว่ามีการอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนมาถึงสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น

     10. ชุมชนโบราณบ้านนาทอง ตำบลนาทอง อำเภอเชียงยืน เป็นเนินดินขนาดใหญ่พบภาชนะดินเผาเนื้อหยาบลายเขียนสี ลายเชือกทาบเชือก ลายขูดขีดและแบบเคลือบน้ำโคลนสีแดง สันนิษฐานว่ามีการอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

     11. ชุมชนโบราณบ้านโนนหนองบ่อ ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ เป็นเนินดินทรงกลมสูงจากพื้นรอบนอกประมาณ 6 เมตร พบภาชนะดินเผาเนื้อหยาบลายเชือกทาบ ลายเขียนสี และตะกรันแร่

     12. ชุมชนโบราณโนนหนองเต่า ห่างจากที่ว่าการอำเภอบรบือ ไปทางตะวันออกประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเนินดินรูปไข่ พบภาชนะดินเผาไม่เขียนสี ไม่มีส่วนผสมของแกลบ เป็นแหล่งทำเกลือสินเธาว์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

     13. ชุมชนโบราณบ้านกู่ และบ้านโนน ตำบลกู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน เป็นกู่ในวัฒนธรรมลพบุรี และบริเวณใกล้เคียงเป็นแหล่งชุมชนสมัยทวารวดี ตัวเมืองเป็นรูปไข่ กำแพงเมือง 2 ชั้น มีคู้น้ำอยู่กลาง มีกู่สันตรัตน์ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมัน ที่ 7 เป็นศิลปะขอมสมัยบายน สร้างขึ้นราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ใกล้กับกู่สันตรัตน์มีศาลานางขาวพบศิลาจารึก
อักษรขอมโบราณ นอกจานั้นยังมีกู่น้อยอยู่ทางทิศตะวันออกของกู่สันตรัตน์

     14. กู่บ้านแดง ตำบลหนองแสง อำเภอวาปีปทุม เป็นปรางค์ขอม ก่อด้วยศิลาแลง สภาพพังทลาย ที่ซุ้มประตูทางเข้ามีทับหลัง แกะสลักด้วยศิลาทรายสีแดงเป็นรูปรัตนตรัยมหายาน ปัจจุบันทับหลังชิ้นนี้อยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย และเมื่อกุมภาพันธ์ 2544 มีการบูรณะ พบพระพุทธรูปหินทรายนาคปรก

     15. ชุมชนโบราณบ้านสระ ตำบลคันธาร์ราษฏร์ อำเภอกันทรวิชัย เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ตัวเมืองเป็นรูปไข่มีกำแพงเมือง 2 ชั้น มีคูน้ำอยู่กลางเป็นชุมชนที่มีอายุ


พุทธศตวรรษที่ 13-16  นอกจากนั้นยังพบพระพิมพ์สมัยทวารวดี ที่รูปทรงงามยิ่ง
     นอกจากนั้นยังพบว่ามีแหล่งโบราณคดีที่สำคัญอีกหลายแห่ง เช่น ชุมชนโบราณบ้าน แกดำ อำเภอแกดำ เตาเผาบ้านเขียบ ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย ชุมชนบ้านโนนเมือง - เหิน ตำบลโนนราษีบ้านสนาม ตำบลเสือโก้ก อำเภอวาปีปทุม เป็นต้น

     จะเห็นได้ว่าชุมชนโบราณเหล่านี้มีทั้งขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดใหญ ่ปรากฏหลักฐานที่บ่งบอกว่าผู้คนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนเหล่านี้ ได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู ครั้งพอสิ้นรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้ว อิทธิพลขอมก็เสื่อมลง จนกระทั่งปลายพุทธศตวรรษที่ 19 พระเจ้าฝ้างุ้มได้ราชสมบัติในเมืองเชียงดงเชียงทอง แล้วเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นหลวงพระบาง จึงได้ขยายอำนาจเขตลงมาทางเวียงจันทร์ ไผ่หนาม และเมืองอื่น ๆ ในลุ่มน้ำโขง แล้วผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านช้าง

     ส่วนเหตุการเสื่อมสลายของวัฒนธรรมมอญและวัฒนธรรมขอมในบริเวณลุ่มแม่น้ำชี - มูล จนทำให้ชุมชนทั่วภูมิภาคนี้เกือบถูกทิ้งร้างไปนั้น ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนได้ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22 ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยา ดินแดนตอนในของภูมิภาคนี้ก็ยังคงมีสภาพเป็นบ้านเมืองร้าง ไม่ปรากฏสภาพความรุ่งเรืองในอดีต แม้แต่ประชากรก็มีเพียงเล็กน้อย และอยู่อย่างกระจัดกระจาย จนกระทั่งพุทธศตวรรษที่ 23 ดินแดนอีสานจึงมีผู้คนจากอาณาจักรล้านช้างอพยพข้ามแม่น้ำเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนทางราชสำนักกรุงธนบุรีต้องขยายอิทธิพลทางการเมืองการปกครองมาดูแลการเข้ามาของกลุ่มชนวัฒนธรรมล้านช้าง

     พุทธศตวรรษที่ 18 มีชุมชนลุ่มน้ำโขงที่ตั้งอย่างเป็นปึกแผ่นแล้วหลายเมือง ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมีเมืองพวน เมืองเชียงดงเชียงทอง เมืองเวียงคำ เมืองหลวงน้ำทา เมืองแก่นท้าว เมืองโคตรบอง ส่วนชุมชนที่อยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง มีเม
องปากห้วยหลวง ( เมืองโพนพิสัย) เมืองหนองหานน้อย ( เมืองกุมภวาปี) เมืองหนองหานหลวง ( เมืองหนองบัวลุ่มภู และเปลี่ยน
เป็นหนองบัวลำภู) เมืองสามหมื่น ( สันนิษฐานว่าคงเป็นบ้านแก้ง อำเภอภูเขียว ที่มีพระธาตุหนองสามหมื่นตั้งอยู่ที่นั่น จากการศึกษาของ ธวัช ปุณโณทก พบจารึกที่ซากพระธาตุบ้านแร่ อำเภอพังโคนจังหวัดสกลนคร ระบุถึงการอุทิศที่ดินให้แก่วัดเมื่อ พ. ศ. 1893 ชี้ให้เห็นว่าชุมชนวัฒนธรรมล้านช้างได้ทยอยเข้าตั้งถิ่นฐานทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

     โบราณสถานที่เป็นวัฒนธรรมล้านช้างก่อด้วยอิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 8 เมตร ยาว 12 เมตร แต่อยู่ในสภาพพังทลายมาก อยู่ที่บ้านกู่ทอง ตำบลกู่ทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม สันนิษฐานว่าสร้างในพุทธศตวรรษที่ 22-24 กลุ่มที่อพยพเข้ามาสู่ตอนกลางลุ่มน้ำชีที่เป็นกลุ่มใหญ่มีผู้นำเข้มแข็ง และเป็นบรรพบุรุษของชาวมหาสารคามคือ กลุ่มญาครู


     พระยาขัติยวงษา ( จัน) ได้ปรึกษากับอุปฮาช ( ภู) เห็นว่าท้าวมหาชัย ( กวด) สมควรจะเป็นเจ้าเมืองได้ จึงมอบผู้คนเป็นชายฉกรรจ์ 2,000 คน รวมทั้งเด็ก ผู้หญิง คนชรา ประมาณ 5,000 คน และให้ท้าวบัวทอง บุตรของอุปฮาช ( ภู) เป็นผู้ช่วย เพื่อไปหาที่ตั้งเมืองใหม่ ท้าวมหาชัย ( กวด) เห็นว่าด้านตะวันตก กุดยางใหญ่ เป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึงหน้าแล้ง
ก็สามารถใช้น้ำจากกุดยางใหญ่และหนองท่ม ( หนองกระทุ่ม) ได้ เป็นภูมิประเทศที่สมบูรณ์เหมาะสมแก่การตั้งบ้านเมือง แต่ท้าวบัวทองเห็นว่าด้านตะวันตกของบ้านลาด ริมฝั่งลำน้ำชี
เป็นทำเลที่เหมาะสมกว่าเพราะมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ตลอดปี และสามารถใช้เป็นเส้นทางคมนาคมได้อีกด้วย
พระขัติยวงษา ( จัน) จึงมีใบบอกลงไปยังราชสำนักกรุงเทพ เพื่อนำขึ้น
กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอรับพระราชทาน “ บ้านลาด กุดยางใหญ่” เป็นเมือง ขอท้าวมหาชัย ( กวด) เป็นเจ้าเมือง ขอท้าวบัวทองเป็นอุปฮาช ขอท้าวไชยวงษา ซึ่งเป็นบุตรพระยาขัติวงษา ( สีลัง) เป็นราชวงศ์
ราชสำนักได้มีตราสารมาถึงพระขัติยวงษา ( จัน) ลงวันอังคาร เดือน 10 ขึ้น 1 ค่ำ ปีฉลู สัปตศก จุลศักราช 1227 ซึ่ง ตรงกับ
วันที่ 22 สิงหาคม พ. ศ. 2408 ดังความตอนหนึ่งว่า
     จึงมีพระบรมราชโองการดำรัศว่า ซึ่งเจ้าพระยาภูธราภัยฯ พร้อมกับเจ้าพระยาคอรราชสีมาไล่เลียงแลทำแผนที่เมืองจะตั้งใหม่ เห็นการไม่เกี่ยวข้องแก่บ้านแก่เมืองใดแล้ว จึงโปรตเกล้าฯ ขนานนามบ้านลาดกุดยางไย เป็นเมืองมหาษารคาม พระราชทานนามสัญญาบัต ประทับพระราชลัญจกอร ตั้งท้าวมหาไชย เปนที่พระเจริญราชเดช เจ้าเมือง ทำราชการขึ้นแก่เมืองร้อยเอ็จ ให้พระราชทาน ท้าวมหาชัย ผู้เปนที่พระเจริญราชเดช เจ้าเมืองมหาสาลคาม …

     ตามบันทึกหลวงอภิสิทธิ์สารคาม ( บุดดี) ตลอดจนประวัติศาสตร์ภาคอีสานและเมืองมหาสารคาม ของบุญช่วย อัตถากร ระบุว่าท้าวมหาชัย ( กวด) พาผู้คนออกจากเมือง
ร้อยเอ็ดมาทางทิศตะวันตก ประมาณ 1,000 เส้น จึงหยุดตั้งอยู่บริเวณที่ดอน แล้วจัดพิธีการฝังเสาหลักเมือง บริเวณนั้นได้สร้างวัดชื่อวัดดอนเมือง แต่ราษฎรนิยมเรียกว่า

“ วัดข้าวอ้าว”
อยู่ได้ประมาณ 6 เดือน เห็นว่าขาดแคลนแหล่งน้ำ จึงย้ายมาตั้งระหว่างกุดยางใหญ่กับหนองท่ม ซึ่งเป็นชุมชนที่มีผู้อาศัยอยู่บ้างแล้วคือบ้านจาน ประกอบกับห่างออกไปเล็กน้อยทางทิศตะวันตกก็มีหนองหัวช้าง ( บริเวณทิศใต้วัดนาควิชัย) และถัดจากหนองกระทุ่มออกไปเล็กน้อยก็เป็นห้วยคะคาง จึงนับว่าเป็นชัยภูมิที่มีแหล่งน้ำสมบูรณ์ส่วนท้าวบัวทอง ได้พาผู้คนจำนวนหนึ่งไปตั้งถิ่นที่อยู่บริเวณบ้านลาดริมฝั่งลำน้ำชี ตามที่ตนเห็นว่าเหมาะสม


     อย่างไรก็ตามเมืองมหาสารคามเมื่อแรกตั้งอยู่ในความดูแลบังคับบัญชาของพระขัติยวงษา ( จัน) เจ้าเมืองร้อยเอ็ด โดยเฉพาะถ้าเป็นคดีความใหญ่เป็นมหันตโทษ ก็ต้องส่งไปให้พระขัติยวงษาพิจารณาตัดสิน ที่สำคัญยิ่งก็คือ พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา พระเจริญราชเดช ( กวด) จะต้องพากรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่หรือที่เรียกว่า อาญา 4 ผู้ช่วยอาญา 4 และกรมการเมืองไปร่วมพิธีที่เมืองร้อยเอ็ด ร่วมกับพระขัติยวงษา ปีละ 2 ครั้ง คือในวันตรุษ ( เดือน 5) และวันสาทร ( เดือน 10) ทั้งนี้เพราะถือว่าเมืองมหาสารคามพึ่งตั้งใหม่ ยังไม่คุ้ยเคยกับธรรมเนียม


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น